Loading
Header Image
คำถามที่ถูกถามบ่อย สอบถามเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
FTAs
มีการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลได้-ผลเสีย ในการทำ FTA หรือไม่

ในการเจรจา FTA ได้มีการดําเนินการด้วยความโปร่งใสและรอบคอบ โดยมีการศึกษาล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งก่อนและหลังการเจรจาก่อนการเจรจา  ได้จัดจ้างสถาบันการศึกษาและนักวิชาการ ศึกษา วิเคราะห์เบื้องต้นถึงความเป็นไปได้และประเมินผลดี ผลเสียในการจัดทํา FTA กั บประเทศต่าง ๆ กว่า 60 โครงการ รวมทั้งร่วมศึกษากับบางประเทศที่แสดงความสนใจอยากทําFTA กับไทย เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี เป็นต้น ซึ่งหากกลุ่มประเทศ/ประเทศใดในภาพรวมได้ประโยชน์มากกว่าผลกระทบก็เจรจาต่อไประหว่างการเจรจา  ได้มีการประชุมหารือกับภาคเอกชนรวมทั้งศึกษาวิเคราะห์เพิ่มเติมและประเมินผลเป็นระยะ ๆ  ควบคู่กันไป  หากมีประเด็นต้องแก้ไขก็จะศึกษาทบทวนหลังการเจรจา  ติดตามและประเมินผลภายหลังความตกลงมีผลบังคับใช้ รวมถึงแนวทางการขยายประโยชน์จากการทํา FTA

การทำ FTA รัฐบาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วนหรือไม่อย่างไร

ในการเจรจาจัดทําFTA  รัฐบาลได้ดําเนินการด้วยความโปร่งใส  ยึดหลั กการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายโดยได้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทั้งกลุ่มที่มีส่วนได้เสีย และกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการทําFTA ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  มีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับการเจรจา โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการ ดังนี้

การสร้างความรู้ความเข้าใจ

  1. จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการเจรจาต่อกลุ่่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMEs)  เกษตรกร  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
  2. เผยแพร่ข้อมูลผลการเจรจา FTA อย่างกว้างขวางผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์
  3. จัดตั้ง Call Center เพื่อตอบข้อซักถามทางโทรศัพท์ที่ หมายเลข 02-507-7555 และร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกในการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบข้อซักถามเกี่ยวกับ FTA  ณ ศูนย์ One Stop Service กรมส่งเสริมการส่งออก ถนนรัชดาภิเษก
การมี FTA จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีศุลกากรลดลง

แม้ว่าการทําความตกลงการค้าเสรี(FTA) จะมีการเปิดตลาดโดยการลดภาษีนําเข้าระหว่างประเทศภาคี และมีข้อกังวลใจว่าFTA จะทําให้ประเทศไทยมีรายได้จากการเก็บภาษีศุลกากรลดลง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเมื่อหักล้างกับการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศภาคีแล้ว ในที่สุดรัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีต่างๆ ในประเทศลดลง เนื่องจากรายได้หลักของรัฐบาลมาจากการจัดเก็บภาษีโดย
กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ซึ่งในปีงบประมาณ2552 สัดส่ วนต่อรายได้รัฐทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ75.4,  19.3  และ5.3 ตามลําดั บ  ดังนั้น การลดภาษีศุลกากรภายใต้FTA อาจมีผลต่อรายได้โดยรวมของรัฐไม่มากนัก ทั้งนี้  FTA จะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศภาคี เมื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้้ประกอบการมีรายได้มากขึ้น การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นและมีการจ้างงานมากขึ้น รัฐอาจจัดเก็บภาษีชนิดอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น ที่สําคัญมีดังนี้

  1. ภาษีทางตรง เมื่อผู้้ประกอบการมีรายได้มากขึ้น หรือมีการจ้างงานมากขึ้น รัฐย่อมเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้มากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากแรงงานหรือผู้้ประกอบการต่างชาติ ที่เข้ามาทํางานหรือเข้ามาลงทุนและมีรายได้ในประเทศไทย
  2. ภาษีทางอ้อม
     2.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) เมื่อมีการนําเข้าสินค้า หรือเมื่อมีการบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
    ในประเทศ รัฐย่อมสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มขึ้น
     2.2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ รัฐอาจจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะกับผู้้ประกอบธุรกิจบางประเภทที่กฎหมาย
    กําหนดได้เพิ่มขึ้น เช่น
     - เมื่อมีการขายห้องชุ ดหรือที่ดินให้แก่ผู้้ประกอบการเพิ่มขึ้น
     - เมื่อธนาคารให้สินเชื่อแก่ผู้้ประกอบการเพื่อใช้ลงทุนในกิจการเพิ่มขึ้น เป็นต้น

การใช้ประโยชน์จาก FTA ด้านการลงทุน มีเพียงใด

จากสถิติ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากFTA โดยตรงเพียง1 ราย ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ในธุรกิจบริการติดตั้งแผ่นเหล็กกล้าที่ใช้ในการ
มุงหลังคาและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ทําด้วยเหล็กกล้า โดยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท เมื่อปี2549 การที่มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากFTA โดยตรงไม่มากนัก เนื่องจากไทยไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนภายใต้FTA เกินกว่าที่กฎหมายปัจจุบั นกําหนดไว้ อย่างไรก็ตาม นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากBOI แล้ว การจั ดทําความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการลงทุนจากต่างประเทศได้

 มูลค่าการลงทุน(ล้านบาท)

ประเทศ ก่อนทำ FTA 2547 2548 2549 2550 2551 2552
ออสเตรเลีย  2547 :    4,987.8 - 1,209.7 513.7 1,557.4 3,195.0  676.0
นิวซีแลนด์ 2547 :       108.0 - - 80.0 42.7 875.0 -
จีน 2546 :    1,389.6 4,432.5 2,285.6 2,455.7 15,855.9 3,474.0 7,009.0
อินเดีย   2546 :    3,519.3 1,615.2 1,105.9 2,670.6 7,398.3 9,592.0 3,680.0
ญี่ปุ่น 2550 : 164,323.0 - - - - 106,155.0 58,905.0
อาเซียน 2535 :   11,118.2 29,826.0 35,573.0 23,031.0 50,087.0 50,407.0 18,227.0

ที่มา :   มูลค่าการลงทุนในโครงการที่ได้รับอนุมัติ : สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

มีหลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกประเทศที่จะทำ FTA

รัฐบาลได้เลือกประเทศที่จะทํา FTA โดยมีเหตุผลสําคัญ  เพื่อรักษาสถานภาพและศักยภาพในการส่งออกของไทยในการขยายโอกาสการส่งออก  และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าไทยโดยมีหลั กเกณฑ์ในการเลือกประเทศที่ทํา FTA ดังนี้

  • เป็นตลาดการค้าดั้งเดิมของไทย เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ฯลฯ
  • ตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  ฯลฯ
  • แหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพราคาตํ่า  เช่น จีน  อินเดีย ฯลฯ
  • ประเทศที่มีศักยภาพด้านการค้าและการลงทุน เช่น เปรู สมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association : EFTA) และเป็นประตู เชื่อมโยงการค้าและการลงทุ นไปสู่ประเทศในภูมิภาค
    ใกล้เคียง

ทำไมต้องทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ทำแล้วได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

ปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันในตลาดโลกได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไทยต้องพึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ การส่งออกถือเป็นจักรกลสําคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2552 นํารายได้เข้าประเทศกว่า 5 ล้านล้านบาท  คิดเป็นครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด การทํา FTA จึงมีผลสําคัญเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

  • ช่วยรักษาตลาดเดิม  และขยายการค้าสู่ตลาดใหม่  เพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทยที่มีศักยภาพ
  • ลดอุปสรรคด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน
  • ลดการพึ่งพาสิทธิพิเศษด้านภาษี (Generalized System of Preference :GSP)  ซึ่งมีความไม่แน่นอน
  • ดึงดูดต่างชาติให้ย้ายฐานการผลิตและการลงทุนมาไทยมากขึ้น  ขณะเดียวกันสนับสนุนคนไทยไปลงทุนต่างประเทศ
  • ผลักดันให้มีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพจากการที่ไทยยังต้องพึ่งการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออก ไทยจึงต้องทํางานใน 2 ส่วนไปพร้อม ๆ กัน ส่วนแรกคือการเจาะตลาด/ส่งเสริมการส่งออก ส่วนที่ 2 คือ การทําให้อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดประเทศคู่ค้าลดน้อยลง ซึ่งการทําให้อุปสรรคลดน้อยลงนั้น ต้องทําผ่านการเจรจาในเวทีระดับต่าง ๆ
  • การเจรจาในอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็น FTA ระดับโลกที่ GATT/WTO โดยสมาชิก 100 กว่าประเทศมาเจรจาพร้อมกันหมด
  • การเจรจาใน 10 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนมาเน้นการเจรจา FTA ในระดับภูมิภาค เช่น EUNAFTA ตามด้วยระหว่างภูมิภาค เช่น EU-Mercosur และ FTA ระหว่างประเทศ
  • ไทยต้องเจรจาเพื่อรักษา margin ในการแข่งขันของไทยไว้ไม่ให้สินค้าของไทยในตลาดคู่ค้าเสียเปรียบคู่แข่ง เพราะได้สิทธิพิเศษดีกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษี หรือมิใช่ภาษี(NTM : Non-tariff Measures)

ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) หมายถึงอะไร

ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมาย เพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่่สุด หรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทําความตกลงการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่ความตกลงการค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้นรวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย

กระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาเป็นไปโดยเปิดเผย โปรงใส และทั่วถึงหรือไม่อย่างไร

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ตั้งแต่เริ่มเจรจา โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น โดยได้หารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน กลุ่มส่วนที่มีส่วนได้เสีย กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเจรจา มีการดำเนินการในแนวทางต่างๆ ดังนี้

  • หน่วยงานรัฐ การประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
  • ภาคการเมือง การชี้แจงข้อมูลสถานการณ์เจรจา และรับฟังข้อคิดเห็นจากคณะ กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นระยะๆ
  • ภาคเอกชน
  • หารือกับผู้ผลิต ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมกว่า 30 สาขา
  •  การประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯและสภาหอการค้าฯเป็นประจำและต่อเนื่อง
  • ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักวิชาการ

  • การจัดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน เกี่ยวกับความตกลงต่างๆแต่ละความตกลง 7 ครั้ง ในปีงบประมาณ 2552

  • กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก ให้บริการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับ FTA ณ ศูนย์ One Stop Services กรมส่งเสริมการส่งออก ถนนรัชดาภิเษก

  • การจัดสัมมนา ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นอย่างสม ่าเสมอ โดยตั้งแต่ ต.ค. 2550 – 2552 ได้จัดสัมมนารวม 79 ครั้ง

  • การเปิดให้มีส่วนร่วมในวงกว้าง

  • จัดทำแบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับ FTA เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชน ผ่านระบบอินเตอร์เนตของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
  • จัดตั้ง Call Center เพื่อให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ รับเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลการเจรจาของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งเข้าร่วมศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 โดยผ่าน 4 ช่องทางของสำนักนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์สายด่วนรัฐบาล หมายเลข 1111,เว็บไซต์ www.1111. go.th ,ตู้ ป.ณ.1111 ไม่ต้องติดแสตมป์และจุดบริการประชาชน 1111
กระทรวงพาณิชย์เท่านั้นที่ไปเจรจา หรือได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบ้างหรือไม่

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนการเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสในการจัดทำหนังสือสัญญาทั้งหมดที่นำเสนอ มีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วนราชการต่างๆ จึงได้ประสานให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการเจรจาจัดทำความตกลงด้วยตั้งแต่เริ่มแรก เช่น

  • ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าของอาเซียน ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
  • ความตกลงว่าด้วยการลงทุนของอาเซียน ได้ร่วมกับกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
  • ความตกลงการค้าเสรีของอาเซียนกับคู่เจรจา ได้ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในแต่ละหัวข้อเจรจา เช่น
    • การลดภาษีสินค้า ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม
    • พิธีการศุลกากรและถิ่นกำเนิดสินค้า ร่วมกับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
    • มาตรฐานสินค้าและมาตรการสุขอนามัย ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น

การค้าและสิ่งแวดล้อมภายใต้ WTO มีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศพัฒนาแล้วได้พยายามนำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอีกประการหนึ่ง ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญมากขึ้นในหลายๆ ด้านรวมไปถึงการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าด้วย จึงส่งผลให้สิ่งแวดล้อมมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ทั้งในการผลิตและการค้าสินค้า WTO เองก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้มีประเด็นการเจรจาอยู่ 3 เรื่องคือ

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างกฎเกณฑ์ WTO กับมาตรการการค้าภายใต้ความตกลงสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
  2. กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฝ่ายเลขาธิการของความตกลงพหุภาคีเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ (Multilateral Environmental Agreements : MEAs) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมของ WTOและหลักเกณฑ์ในการให้สถานะผู้สังเกตการณ์แก่ MEAs
  3. ลดหรือยกเลิกมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้เป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากสามารถเห็นผลในเชิงรูปธรรมได้ชัดเจน ที่ผ่านมา ในการเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมภายใต้WTO ประเทศสมาชิกมีความต้องการที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องในการให้คำจำกัดความของสินค้า

สิ่งแวดล้อมหรือวิธีการลดภาษีประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปได้พยายามผลักดันให้มีการเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะต้องการรักษาสภาพแวดล้อมไปพร้อมกับขยายการค้า และให้มีการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันในการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน เช่น ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและยังไม่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อีกทั้งยังเกรงว่าประเทศพัฒนาแล้ว อาจใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้า จึงทำให้การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้จนถึงปัจจุบันนี้ และยังคงเป็นเรื่องที่ต้องมีการเจรจากันต่อไป

WTO
คดีสำคัญที่ไทยฟ้องชนะใน WTO มีอะไรบ้าง

การต่อสู้กับประเทศใหญ่ในกรณีที่ประเทศเหล่านั้นมีการใช้มาตรการที่บิดเบือนการค้า ซึ่งไทยได้รับประโยชน์ และชนะคดีที่ประเทศอื่นๆ กีดกันการค้าในหลายกรณี เช่น กรณีพิพาทไก่หมักเกลือ ไทยได้ร่วมกับบราซิล ยื่นฟ้องสหภาพฯต่อ WTO กรณีที่สหภาพฯเปลี่ยนประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าไก่หมักเกลือเป็นสินค้าไก่แช่แข็ง ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 53 รวมภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท ซึ่งองค์กรอุทธรณ์ของ WTO ได้ตัดสินให้ไทยชนะคดี ทำให้สหภาพฯต้องลดภาษีนำเข้าไก่หมักเกลือลงมาที่อัตราเดิม

กรณีพิพาท C-Bond และ Zeroing ไทยได้ดำเนินการฟ้องร้องสหรัฐอเมริกา กรณีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บเงินประกันภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้ากุ้งแช่แข็งจากไทย หรือ C-bond และใช้มาตรการ Zeroing เพื่อคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด เป็นการกีดกันทางการค้าและขัดกับกฎเกณฑ์ของ WTO โดยผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งของไทยกว่าครึ่งหยุดการส่งออก เนื่องจากผู้ส่งออกสินค้ากุ้งแช่แข็งของไทยต้องวางประกันสูงขึ้นกว่าเดิมประมาณปีละ 1,370 ล้านบาท มาตรการดังกล่าวจึงสร้างภาระให้ผู้ส่งออกไทยเป็นอย่างมาก และองค์กรอุทธรณ์ได้ตัดสินให้ไทยชนะคดีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551

กรณีพิพาทน้ำตาล ไทยร่วมกับบราซิลและออสเตรเลียฟ้องสหภาพยุโรปต่อ WTO ว่าสหภาพยุโรปให้การอุดหนุนส่งออกน้ำตาลเกินกว่าที่ WTO อนุญาตถึง 3.5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าการอุดหนุนส่งออกสูงกว่าที่ผูกพันไว้ประมาณ 32,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2545 ไทยได้รับความเสียหายจากการอุดหนุนส่งออกน้ำตาลของสหภาพยุโรปเป็นเงินประมาณ 6,500 ล้านบาท องค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO ได้ตัดสินให้ฝ่ายไทยชนะคดีดังกล่าว ส่งผลให้สหภาพยุโรป ต้องลดการอุดหนุนส่งออกน้ำตาลลงเหลือไม่เกินปีละ 1.27 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าการอุดหนุนส่งออกไม่เปิด 499 ล้านยูโรต่อปี ตามที่ได้ผูกพันไว้ใน WTO ทำให้ไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกสามารถส่งออกน้ำตาลได้ในปริมาณและราคาที่สูงขึ้น

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ภายใต้ WTO มีประโยชน์อย่างไร

กรณีที่ผู้ส่งออกสินค้าส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศ (Export Price) ในราคาที่ตํ่ากว่าราคาที่ขายภายในประเทศของตน (Normal Value) หรือที่เรียกว่า การทุ่่มตลาด ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และมีผลให้อุตสาหกรรมภายในของประเทศผู้้นําเข้าได้รับความเสียหาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่ อระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศคู่แข่งขัน ดังนั้น WTO จึงอนุญาตให้ประเทศผู้้นําเข้าที่ถูกทุ่่มตลาดสามารถเก็บภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่่มตลาดได้ แต่จะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกาที่WTO กําหนดไว้เท่านั้น และไม่สามารถเก็บภาษีตอบโต้การทุ่่มตลาดตามอําเภอใจได้ โดยผู้้ประกอบการของประเทศผู้้นําเข้า สามารถยื่นคําร้องขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ไต่สวนว่าสินค้าที่นําเข้ามีการทุ่่มตลาดหรือไม่ โดยประเทศผู้้นําเข้าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า

  1. มีการทุ่่มตลาดในสินค้าที่ถูกยื่นขอให้ไต่สวนจริง
  2. มีความเสียหายเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศผู้้นําเข้า
  3. ความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการทุ่่มตลาด

ทั้งนี้ ประเทศที่เรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่่มตลาดจะเรียกเก็บได้ไม่เกิน 5 ปี และผู้้มีส่วนได้เสีย ได้แก่  ผู้้ส่งออกหรือผู้้นําเข้าซึ่งอยู่่ภายใต้การไต่สวน รัฐบาลประเทศของผู้้ส่งออก หรือผู้้ผลิตสินค้าที่เหมือนกันหรือประเภทเดียวกันของประเทศผู้้นําเข้า สามารถยื่นขอทบทวนเพื่อ ติการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่่มตลาด หรือลด หรือเพิ่มภาษีอากรตอบโต้การทุ่่มตลาดที่เรียกเก็บได้ แต่จะต้องมีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนด้วย

ลำดับขั้นการฟ้องร้องคดีใน WTO เป็นอย่างไร

กลไกระงับข้อพิพาทของ WTO (DSU) เปรียบเสมือนศาลการค้าระหว่างประเทศ ทําหน้าที่พิจารณาข้อพิพาททางการค้าระหว่างสมาชิก WTO  และมีบทลงโทษกรณีภาคีที่ถูกตัดสินว่าทําผิด กฎเกณฑ์ของ WTO และไม่ยอมปฏิบัติ ตามคําตัดสิน กลไกระงับข้อพิพาทของ WTO ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากประเทศสมาชิก เห็นได้จากจํานวนกรณีพิพาทที่ได้มีการนําเข้าสู่่กระบวนการดังกล่าวกว่า 400 คดี นับตั้งแต่ ก่อตั้ง WTO ในปี 2538 จนถึงปัจจุบันผู้้ที่สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องใน WTO ได้ จะต้องเป็นรัฐบาลของประเทศสมาชิกเท่านั้นโดยประเทศสมาชิกที่เห็นว่าตนเสียประโยชน์เพราะประเทศสมาชิกอื่นไม่ยอมปฏิบัติตามความตกลง WTO ก็สามารถขอหารือกับสมาชิกที่ทําให้ตนเสียหายได้  และหากไม่สามารถตกลงกันได้ ประเทศที่ได้รับความเสียหายก็สามารถขอตั้งคณะผู้้พิจารณาซึ่งทําหน้าที่เหมือนศาล เพื่อให้ตัดสินคดีได้  โดยที่การฟ้องร้องของ WTO มี 2 ลําดับขั้น  คือ การฟ้องคดีต่อคณะผู้้พิจารณา (Panel) ซึ่งเปรียบเสมือนศาลการค้าของโลก และองค์กรอุทธรณ์ (Appellate  Body) ซึ่งเปรียบเสมือนศาลสูง  คณะผู้้พิจารณาจะทําหน้าที่พิจารณาและตัดสินคดี หากประเทศคู่่กรณีไม่อุทธรณ์คําตัดสินของคณะผู้้พิจารณา  สมาชิกWTO ก็จะรับรองคําตัดสินดังกล่าวและถือว่าคําตัดสินนั้นเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่กรณี เว้นแต่ สมาชิกทั้งหมด มีมติเอกฉันท์ไม่รับรองคําตัดสิน ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากหากประเทศคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคําตัดสินของคณะผู้้พิจารณา ก็สามารถอุทธรณ์ต่อองค์กรอุทธรณ์ได้  และประเทศที่แพ้คดีจะต้องยกเลิกการกระทําที่ถูกตัดสินว่าขัดกับความตกลง WTO ทันทีหรือภายในระยะเวลาที่กําหนด

หากการเจรจารอบโดฮาสำเร็จ และมีผลบังคับใช้ไทยคาดว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร

ความสําคัญของการเจรจาต่อประเทศไทยหากการเจรจาสามารถได้ข้อยุติ ได้โดยเร็ว ผลประโยชน์สําคัญที่ไทยจะได้รับ คือ

  • โอกาสการเปิดตลาดจะมีมากขึ้น  เนื่องจากอัตราภาษีนําเข้าจะลดลง โดยเฉพาะในสินค้าสําคัญๆ ของประเทศคู่ ค้าหลักทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร เนื่องจากในปัจจุบั น อัตราภาษีนําเข้ายังอยู่่ในอัตราที่สูง เช่น สหรัฐฯ  สินค้ารองเท้าท 60%  สิ่งทอท 30%  อาหารทะเลกระป๋อง 20% ญี่่ปุ่น  สินค้าข้าว 1,000%  คานาดา เนื้อไก่150% เกาหลี มันสําปะหลัง 887% ไต้หวัน นํ้าตาล 143% เป็นต้น ดังนั้น หากภาษีนําเข้าลดลง โอกาสในการขยายตลาดสินค้าของไทยในตลาดหลักจะมีมากขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้  จะทําให้ไทยมีโอกาสเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศกําลังพัฒนาในกลุ่่มอัฟริกา ลาติน อเมริกา และเอเซีย เนื่องจากประเทศกําลังพัฒนาในกลุ่่มเหล่านี้ ยังมีอัตราภาษีเฉลี่ยในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ สินค้าอิเลคโทรนิกส์  สิ่งทอ เครื่องประดับ เป็นต้น
  • ด้านการแข่งทางการค้าจะมีความเป็นธรรม  เนื่องจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนทางการค้าจะลดลง หรือ หมดไป  โดยเฉพาะการอุดหนุนการผลิตสินค้าภายใน และการสนับสนุนการส่งออกของสินค้าเกษตรซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสําคัญของไทย (มูลค่าส่งออกกว่า3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งในปัจจุบันประเทศใหญ่ๆ ได้ให้การอุดหนุนอยู่มากโดยเฉพาะสินค้า ข้าว นํ้าตาล ไก่ เช่น
    -  การอุดหนุนภายใน:  ข้าว: สหภาพฯ 556 ล้านยูโร สหรัฐฯ 607 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯนํ้าตาล : สหภาพฯ 5,800ล้านยูโร สหรัฐฯ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    - การสนับสนุนการส่งออก:   ข้าว:สหภาพฯ 30 ล้านยูโร  สหรัฐฯ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นํ้าตาล:สหภาพฯ 400 ล้านยูโร ไก่:สหภาพ และ สหรัฐฯ120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    ทั้งนี้  การอุดหนุนภายใน และ การสนับสนุนการส่งออก เป็นการก่อให้เกิดการบิดเบือนทางการค้าอันส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีมาก และก่อให้เกิดภาวะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกตกตํ่า ผลคือ สินค้าเกษตรของไทยจะไม่ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างที่ควร
  • โอกาสที่่คนไทยจะสามารถเดินทางไปทํางานหรือ  ดําเนินธรุกิจในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะในสาขาทที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น บริการด้านสุขภาพ ความงาม สปา ร้านอาหาร และโรงแรม เป็นต้น

จากผลการศึกษาขององค์กรวิชาการในสหรัฐฯ ประเมินว่า หากการเจรจารอบโดฮาสําเร็จจะทําให้การส่งออกโลกเพิ่มขึ้น 180-520 พั นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และ GDP เพิ่มขึ้น 300-700 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี อันจะช่วยลดช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและกําลังพัฒนาลง  และช่วยบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจที่ทุกประเทศกําลังเผชิญอยู่ด้วย

TPP
ความตกลง TPP คืออะไร

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) เป็นความ ตกลงเปิดเสรีทางการค้าที่มีมาตรฐานสูง ประกอบด้วย 30 ข้อบท ครอบคลุมทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา รัฐวิสาหกิจ นโยบายแข่งขัน แรงงาน สิ่งแวดล้อม การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุน และประเด็น cross-cutting issue อาทิ ความโปร่งใสและการต่อต้านการคอรัปชั่น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และความร่วมมือและการเสริมสร้างศักยภาพ เป็นต้น 

ความตกลง TPP มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับไทยอย่างไร

ความตกลง TPP ถือเป็นความตกลงแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจโลก กลุ่มประเทศสมาชิก TPP มีขนาดตลาด 817 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 11.1 ของประชากรโลกมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) รวมถึง 27.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็นร้อยละ 37.43 ของขนาดเศรษฐกิจโลก โดยมีการค้ารวม 8.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็นร้อยละ 26.3 ของการค้าโลก

ในด้านความสัมพันธ์กับไทย ในปี 2558 ไทยมีมูลค่าการค้าประเทศสมาชิก TPP รวม 163,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 39.3 ของการค้าทั้งหมดของไทย เป็นมูลค่าการส่งออกจำนวน 88,318 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 41.2 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ขณะเดียวกัน มีมูลค่าการนำเข้าจำนวน 75,593 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 37.3 ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย

ทำไมประเทศไทยไม่เข้าร่วม TPP ตั้งแต่เริ่มแรก

เนื่องจากความตกลง TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูงเกินกว่าระดับการเปิดเสรีภายใต้ FTA ของไทยทุกฉบับในขณะนั้น รวมทั้งกรอบอาเซียน ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้น จึงทำให้ไทยไม่ได้เข้าร่วมเจรจาความตกลง TPP ตั้งแต่เริ่มแรก

ไทยมีแนวทางการปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ เช่น ความตกลง TPP อย่างไร

เนื่องจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไทยต้องเผชิญ และปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียประโยชน์ที่มีอยู่ รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในปี 2559 ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันอันดับที่ 28 (ยกระดับจากอันดับที่ 30 เมื่อปี 2558) ซึ่งขณะนี้ประเทศในอาเซียนได้แก่สิงคโปร์ (อันดับ 4) และมาเลเซีย (อันดับ 19) ต่างก็มีอันดับดีกว่าไทย

ทั้งนี้ การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ เพื่อรองรับการแข่งขันที่เสรี และเป็นธรรม จนสามารถบูรณาการความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP หรือไม่ก็ตาม

ทำไมไทยไม่เข้า RCEP แทน

ปัจจุบัน ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งไทยกับประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย โดยมีเป้าหมายว่า RCEP จะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานและเข้มข้นกว่าความตกลงการค้าเสรีที่อาเซียนได้ทำไว้เดิมกับคู่เจรจา ในขณะเดียวกันมี ประเทศสมาชิก RCEP 7 ประเทศที่เป็นสมาชิกความตกลง TPP ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามจึงทำให้มาตรฐานของความตกลง TPP มีนัยยะต่อความตกลง RCEP เช่นกัน

ในการนี้ ถึงแม้ว่าจำนวนประชากรของ RCEP (3,518 ล้านคน) จะมากกว่า TPP (817ล้านคน) 4 เท่า แต่หากมีการเปรียบเทียบในเชิงของขนาดเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิก TPP(27.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) จะมีมูลค่ามากกว่า RCEP(23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ TPP เป็นความตกลงที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานของสมาชิกทั้งในแง่ของการค้าและการลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิก TPPจำนวน3 ประเทศ ที่ไทยไม่เคยจัดทำความตกลง FTAได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ดังนั้น การเข้าร่วมความตกลง TPPนอกเหนือจากการเป็นสมาชิก RCEP ในปัจจุบันของไทยจะช่วยส่งเสริมเครือข่ายการค้าที่มีขนาดใหญ่ จึงเป็นการขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ ดึงดูดการลงทุนให้เพิ่มขึ้น และเป็นการรักษาความสามารถของไทยในระบบห่วงโซ่อุปทานโลก รวมทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ไทยพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการค้าในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การปรับกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างและเพิ่มบุคลากรที่มีความเชื่ยวชาญในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น

ขณะนี้ประเทศสมาชิก TPP ได้ลงนามความตกลงแล้วหมายความว่าไทยตกขบวนรถไฟหรือไม่

หลังจากที่ประเทศสมาชิก TPP ได้มีการลงนามความตกลงเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งปัจจุบันแต่ละประเทศอยู่ในขั้นตอนดำเนินขบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงฯ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง และขณะนี้ TPP ยังไม่ได้มีการเปิดรับสมาชิกใหม่ โดยประเทศที่สนใจจะเข้าร่วมความตกลงฯ จะต้องมีการหารือและได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกเดิมทั้ง 12 ประเทศ ดังนั้นจึงถือว่าไทยไม่ได้ตกขบวนรถไฟ แต่เป็นโอกาสของไทยที่จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการศึกษาประโยชน์และผลกระทบของความตกลง TPP ที่มีต่อไทยและประเมินความพร้อมของทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบต่อไป

อนุสัญญา UPOV 1991 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับความตกลง TPP อย่างไร

อนุสัญญา UPOV 1991 คืออนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยให้สิทธิเด็ดขาดในพันธุ์พืชใหม่แก่นักปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญาทางด้านพืช มีความเกี่ยวข้องกับความตกลง TPP โดยภายใต้ข้อบททรัพย์สินทางปัญญากำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ด้วย

ปัจจุบัน UPOV 1991 มีสมาชิกทั้งหมด 74 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 28 ประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยในอาเซียนมี 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและสิงคโปร์ เป็นสมาชิกของอนุสัญญาฉบับนี้ ขณะที่มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้แสดงความจำนงที่จะเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกของอนุสัญญาฉบับนี้

การที่บอกว่าเกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

UPOV 1991 กำหนดเป็นทางเลือกให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดบัญชีรายชื่อพันธุ์พืชที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป โดยเกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา วิจัยและใช้เพื่อการอื่นใดนอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย ในการกำหนดบัญชีรายชื่อพืชที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ได้ในอนาคต โดยจะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการเกษตรของไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จึงมั่นใจได้ว่าเกษตรกรจะยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปได้

เกษตรกรยังคงแบ่งปันผลประโยชน์กันหรือไม่

อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่มีข้อห้ามในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ประเทศสมาชิกยังสามารถกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้กฎหมายของตนเอง ปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกษตรกรอยู่แล้ว

อนุสัญญา UPOV 1991 จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นเนื่องจากการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของบริษัท

ราคาเมล็ดพันธุ์พืชจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรได้จัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์เพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดี มีผลผลิตต่อไร่สูง (ทำน้อยได้มาก) และแจกจ่ายให้ถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกและลดต้นทุนทางการผลิตให้แก่เกษตรกร

ความตกลง TPP ทำให้มีการนำเข้าพืช GMOs มาในไทย

อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่มีข้อกำหนดใดๆ ในเรื่องนี้ ประกอบกับไทยก็มีพรบ.กักพืช พ.ศ. 2507 ที่ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าพืช GMOs อยู่แล้ว ยกเว้นถั่วเหลืองและข้าวโพดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ นอกจากนี้ พันธุ์พืชใหม่ที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์พืช GMOs ไม่สามารถจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ในไทยได้ ส่วนความตกลง TPP กำหนดเพียงให้ประเทศสมาชิกเผยแพร่ข้อมูลมาตรการคุ้มครองไม่ให้มีการปนเปื้อนของพืช GMOs เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดให้มีการเปิดตลาด GMO

เกษตรกรจะได้ประโยชน์อย่างไรจาก UPOV 1991

อนุสัญญา UPOV 1991 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น สร้างผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้พันธุ์ที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดเมล็ดพันธุ์มากขึ้นอีกด้วย

ภายใต้ UPOV 1991 เกษตรกรจะไม่สามารถนำผลผลิตของพืชไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายได้จริงหรือ

UPOV 1991 ให้สิทธิเกษตรกรสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไปเพาะปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้ รวมทั้งแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายได้โดยไม่ขัดต่ออนุสัญญาฯ เช่น ซื้อเมล็ดพันธุ์สตรอเบอรี่ไปเพาะปลูกและสามารถจำหน่ายผลสตรอเบอรี่ รวมทั้งสามารถนำผลสตรอเบอรี่ไปทำแยมเพื่อจำหน่ายได้ เนื่องจากเกษตรกรได้ซื้อสิทธิจากนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูกอย่างถูกต้องตามหลักการคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ จึงถือว่าเกษตรกรได้สิทธิอย่างครบถ้วนแล้ว (exhaustive right) และสามารถนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายได้

พันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชท้องถิ่นของไทยจะสูญหายจากการนำไปปรับปรุงพันธุ์โดยต่างชาติจริงหรือไม่

ภาครัฐได้จัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์พืช เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นของไทยที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคและแมลง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บรักษาพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง นอกจากนี้ ภาครัฐยังจัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ เพื่อให้มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเป็นทางเลือกแก่เกษตรกร

เงื่อนไขการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาบูดาเปสต์ภายใต้ความตกลง TPP จะทำให้มีการนำจุลชีพหรือจุลินทรีย์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสารปรับปรุงดินไปจดสิทธิบัตร และส่งผลให้เกษตรกรไทยไม่สามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้จริงหรือไม่

การจดสิทธิบัตรจุลินทรีย์สามารถทำได้ตามความตกลง TRIPs ภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่แล้ว การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาบูดาเปสต์ตามเงื่อนไขภายใต้ความตกลง TPP เป็นเพียงการยอมรับศูนย์เก็บจุลินทรีย์ระหว่างประเทศ เพื่อใช้ข้อมูลของศูนย์ดังกล่าวประกอบการจดสิทธิบัตรเท่านั้น ส่วนจุลชีพหรือจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ นอกจากนี้

อนุสัญญา UPOV 1991 กำหนดให้ใช้การตรวจสอบ DNA ของพืช ในการตรวจสอบพันธุ์พืชใหม่จริงหรือไม่

อนุสัญญา UPOV 1991 และพรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยไม่ได้กำหนดให้ใช้การตรวจ DNA ของพืชในการตรวจสอบการเป็นพันธุ์พืชใหม่ แต่กำหนดให้ตรวจสอบโดยการปลูกเปรียบเทียบระหว่างพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมกับพันธุ์พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งต้องปรากฎความแตกต่างและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของพันธุ์พืชใหม่

ปัจจุบันไทยมีกฎหมายในการคุ้มครอง GI หรือไม่

ไทยมีกฎหมายคุ้มครอง GI เนื่องจากไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ทำให้ไทยต้องปฏิบัติตามความตกลง TRIP ซึ่งกำหนดให้มีกฎหมายในการคุ้มครอง GI เฉพาะ โดยกฎหมายในการคุ้มครอง GI ของไทย คือ พรบ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546

ทำไมต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครอง GI

เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า โดยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอรับความคุ้มครองนั้นจะต้องมีชื่อที่เป็นสัญลักษณ์ หรือสิ่งที่ใช้เรียกแทนแหล่งภูมิศาสตร์ ซึ่งสามารถบ่งบอกว่าได้ว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะ

หลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะต้องเป็นชื่อที่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและมีการกล่าวถึงหรือใช้กันมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่สามารถคิดขึ้นใหม่เพื่อนำมาขอขึ้นทะเบียนได้  และผู้มีสิทธิใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ภายใต้กฎหมาย คือ ผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นและผู้ประกอบการค้าที่เกี่ยวกับสินค้านั้น (ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้ขึ้นทะเบียน) โดยผู้ที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้น ผู้อยู่ในพื้นที่จึงต้องร่วมกันรักษาคุณภาพมาตรฐานของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ของตน เพื่อคงไว้ซึ่งชื่อเสียงและอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้หรือไม่ อย่างไร

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สามารถเพิกถอน และแก้ไขได้ หากมีการขึ้นทะเบียนโดยมิชอบ หรือสภาพแวดล้อมของพื้นที่ทางธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อคุณลักษณะพิเศษ หรือคุณภาพของสินค้า นอกจากนี้หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ พ.ร.บ.ได้กำหนดไว้ก็จะสามารถระงับการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้เช่นกัน

ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน GI คืออะไร
  1. คุ้มครองชื่อสินค้าและสิทธิของชุมชนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

  2. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าชุมชน และเพิ่มความสามัคคีในการพัฒนาท้องถิ่น

  3. สนับสนุนการท่องเที่ยวและชุมชนผู้ผลิตอย่างยั่งยืน

  4. เสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าจากแหล่งที่มาและเอกลักษณ์เฉพาะจากแหล่งภูมิศาสตร์

  5. เพิ่มมูลค่าสินค้า และจะช่วยสนับสนุนให้สินค้าก้าวสู่ระดับสากล

หากไทยเข้าร่วมความตกลง TPP จะมีผลต่อ GI ของไทยอย่างไร

ขณะนี้ไทยให้ความคุ้มครอง GI โดยกฎหมายเท่านั้น หากไทยเข้าร่วมความตกลง TPP จะต้องให้ความคุ้มครอง GI โดยระบบเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เจ้าของ GI ทั้งไทยและต่างชาติ ที่จะเลือกได้ว่าต้องการรับความคุ้มครองตามกฎหมายใด

สินค้า GI และสินค้า OTOP แตกต่างกันอย่างไร

OTOP เป็นสินค้าประจำท้องถิ่นที่แสดงถึงภูมิปัญญา แต่ไม่จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์ความเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ และจะไม่มีการขึ้นทะเบียนคุ้มครองชื่อสินค้าตามกฎหมาย ในขณะที่ GI จำต้องมีเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ มีคุณภาพ และมีชื่อเสียง รวมทั้ง GI จะต้องมีระบบการขึ้นทะเบียน มีข้อกำหนดการควบคุมคุณภาพที่ชัดเจน มีการคุ้มครองชื่อสินค้าตามกฎหมาย หากมีการละเมิดสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้

SMEs ได้ประโยชน์จากความตกลง TPP หรือไม่ อย่างไร

ความตกลง TPPมีเรื่องการให้ความช่วยเหลือ SMEs ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ SMEs ในการทำธุรกิจการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งต่างกับความตกลงการค้าเสรีทั้งหมด อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา SMEs ของไทยต่อไป

อนุสัญญา UPOV 1991
อนุสัญญา UPOV 1991 คืออะไร

อนุสัญญา UPOV 1991 คืออนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยให้สิทธิเด็ดขาดในพันธุ์พืชใหม่แก่นักปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทางด้านพืช มีความเกี่ยวข้องกับความตกลงการค้ายุคใหม่ที่มีมาตรฐานสูงหลายฉบับ อาทิ ความตกลง TPP และ TTIP เป็นต้น โดยความตกลง TPPกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ส่วนความตกลง TTIP กำหนดให้ภาคีมีกฎหมายการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991

ปัจจุบันUPOV 1991 มีสมาชิกทั้งหมด 74 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 28 ประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยในอาเซียนมี 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและสิงคโปร์ เป็นสมาชิกของอนุสัญญาฉบับนี้ ขณะที่มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้แสดงความจำนงที่จะเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกของอนุสัญญาฉบับนี้

การที่บอกว่าเกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

UPOV 1991 กำหนดเป็นทางเลือกให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดบัญชีรายชื่อพันธุ์พืชที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป โดยเกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา วิจัยและใช้เพื่อการอื่นใดนอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย ในการกำหนดบัญชีรายชื่อพืชที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ได้ในอนาคต โดยจะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการเกษตรของไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย จึงมั่นใจได้ว่าเกษตรกรจะยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปได้

เกษตรกรยังคงแบ่งปันผลประโยชน์กันได้หรือไม่

อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่มีข้อห้ามในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ประเทศสมาชิกยังสามารถกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้กฎหมายของตนเอง ปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกษตรกรอยู่แล้ว

อนุสัญญา UPOV 1991 จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นเนื่องจากการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของบริษัทรายใหญ่จริงหรือไม่

ราคาเมล็ดพันธุ์พืชจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรได้จัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์เพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดี มีผลผลิตต่อไร่สูง (ทำน้อยได้มาก)และแจกจ่ายให้ถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกและลดต้นทุนทางการผลิตให้แก่เกษตรกร

เกษตรกรจะได้ประโยชน์อย่างไรจาก UPOV 1991

อนุสัญญา UPOV 1991 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นสร้างผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้พันธุ์ที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดเมล็ดพันธุ์มากขึ้นอีกด้วย

ภายใต้ UPOV 1991 เกษตรกรจะไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายได้จริงหรือ

UPOV 1991 ให้สิทธิเกษตรกรสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไปเพาะปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้ รวมทั้งแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายได้โดยไม่ขัดต่ออนุสัญญาฯ เช่น ซื้อเมล็ดพันธุ์สตรอเบอรี่ไปเพาะปลูกและสามารถจำหน่ายผลสตรอเบอรี่ รวมทั้งสามารถนำผลสตรอเบอรี่ไปทำแยมเพื่อจำหน่ายได้ เนื่องจากเกษตรกรได้ซื้อสิทธิจากนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูกอย่างถูกต้องตามหลักการคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ จึงถือว่าเกษตรกรได้สิทธิอย่างครบถ้วนแล้ว (exhaustive right) และสามารถนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายได้

นักปรับปรุงพันธุ์ต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชท้องถิ่นไทยไปจดทะเบียนคุ้มครองได้จริงหรือไม่

การจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชท้องถิ่นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถพบและเข้าถึงได้โดยทั่วไป จึงทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นพันธุ์พืชใหม่ อีกทั้งการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชท้องถิ่นไปทดลองหรือวิจัยต้องขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน และต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์หากจะนำพืชดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในทางการค้าตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

อีกทั้งการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชท้องถิ่นไปทดลองหรือวิจัยต้องขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน และต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์หากจะนำพืชดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในทางการค้าตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

พันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชท้องถิ่นของไทยจะสูญหายจากการนำไปปรับปรุงพันธุ์โดยต่างชาติจริงหรือไม่

ภาครัฐได้จัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์พืช เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นของไทยที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคและแมลง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บรักษาพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง นอกจากนี้ ภาครัฐยังจัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ เพื่อให้มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเป็นทางเลือกแก่เกษตรกร

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศยินดีให้บริการ
ติดต่อ DTN Call Center
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ :

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ  :  DTN Website  I  Intranet  I  DTN KM  I  FTA

       
รองรับการทำงานบน Internet Explorer v9+, Firefox v.20+, Safari v.5+, Chrome v.25+, Opera v.10+